ขอต้อนรับเพื่อนๆทุกท่าน เข้าสู่เว็บพระเครื่องพระบูชาไทย ณ.บ้านเลขที่ ๒๕

บ้านหลังนี้เป็นแหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องพระบูชาไทย และเป็นสถานที่สำหรับพบปะพูดคุยกันระหว่างเพื่อนๆทุกท่านที่มีใจรักในการสะสมพระเครื่องพระบูชา เพื่อเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยให้คงอยู่ชั่วลูกสืบหลานต่อไป

เราหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าภายในบ้านหลังนี้คงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อนๆทุกท่าน เพราะทุกท่านคือพี่น้องกัน บางท่านที่เป็นผู้อาวุโสเราถือว่าท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราคนหนึ่ง ประสบการณ์ที่ผ่านมาของท่านทั้งหลายเหล่านั้นจะนำมาช่วยปรับปรุงสังคมออนไลน์ของเราให้ดียิ่งขึ้นไปในอนาคตอันใกล้นี้ต่อไป.

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ขอแจ้งย้ายบล็อคสำหรับเพื่อนๆ นักสะสมพระเครื่อง


ขอแจ้งเพื่อนๆ สมาชิกเว็บบล็อค 25 Amulet ทุกท่าน ผู้เขียนเองขอแจ้งย้ายที่อยู่เว็บบล็อคไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่เว็บบล็อค "เอกพระยาไกร" (http://ake-phrayakrai.blogspot.com) ผู้เขียนเองใคร่กราบขอบพระคุณเพื่อนๆ นักสะสมพระเครื่องทุกท่าน ที่ได้ให้การสนับสนุนผู้เขียนด้วยดีเสมอมา ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมานี้ ตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนเองได้รับความเมตตาเอ็นดู จากเพื่อนๆ สมาชิกทั้งหลายเป็นอย่างดี สำหรับเหตุผลหลักๆ ที่ผู้เขียนเองต้องย้ายบ้านหลังใหม่ก็เนื่องมาจากว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนได้พยายามรวบรวมพระเครื่อง และเนื้อหาข้อมูลความรู้ต่างๆ อยู่ ทำให้ระยะหลังๆ ไม่ค่อยได้มีเวลาในการเข้ามา Update หน้าเว็บบล็อค จึงได้ห่างหายไปจากเพื่อนๆ สมาชิกอยู่นานมาก และอีกปัจจัยก็เนื่องจากเวลาเนื่องจากผู้เขียนเองติดภาระกิจงานประจำที่ทำอยู่จึงไม่ได้มีเวลาเข้ามาพบเจอเพื่อนสมาชิกอยู่บ่อยๆ เช่นเคย

สำหรับบ้านหลังใหม่นั้นผู้เขียนเองได้ชักชวนเพื่อนฝูงของผู้เขียนเองที่มีประสบการณ์ในการดูพระเครื่องเข้ามาช่วยในการปรับปรุงข้อมูลให้กับผู้เขียนบ้างในบางคราว และขอรับรองว่าสำหรับบ้านหลังใหม่นั้นผู้เขียนเองจะเข้ามาพบปะพูดคุยกับเพื่อนๆ สมาชิกมากขึ้นกว่าเดิม และเราจะมีการติดต่อสื่อสารกันหลายช่องทางมากขึ้นกว่าเดิมที่เป็นเว็บบอร์ด เราจะติดต่อสื่อสารผ่าน Line ID ในกลุ่มเอกพระยาไร ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ และถ้าเพื่อนๆ มีคำถามก็สามารถเข้ามาพูดคุยกับเพื่อนๆ สมาชิกภายในกลุ่มได้ ที่นั่นเปรียบเสมือนห้องกลางที่ใช้สำหรับพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ด้านพระเครื่องร่วมกันระหว่างเพื่อนๆ สมาชิก

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอฝากเพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านได้เข้าไปร่วมติดตามผลงาน บทความ ของผู้เขียนได้ที่บ้านหลังใหม่ที่ http://ake-phrayakrai.blogspot.com (เอกพระยาไกร) โดยที่บ้านหลังใหม่นี้ผู้เขียนเองได้พยายามรวบรวมประสบการณ์ และภาพพระเครื่องที่ผู้เขียนใช้เวลาสะสมเพิ่มเติมมาตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมานี้ เพื่อนำมาเสนอสู่เพื่อนๆ นักสะสมทุกท่าน ผู้เขียนหวังว่าคงได้รับความไว้วางใจ และความเมตตาจากเพื่อนๆ สมาชิกเดิมอย่างดี

ด้วยใจรักจริง

เอกพระยาไกร

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๗ สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกชาวบ้านเลขที่ ๒๕

9wat-02

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ไทย ๒๕๕๗ ที่ผ่านเข้ามาในปีนี้นั้น ทางทีมงานทุกคนของเว็บบล็อก 25 Amulet ขออำนวยอวยพรให้เพื่อนๆ สมาชิกทุกท่าน ตลอดทั้งครอบครัวของท่านทุกคน ล้วนแล้วแต่ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ความก้าวหน้า ความมั่งคั่ง และปราศจากโรคภัยไขเจ็บ ตลอดปี ๒๕๕๗ ที่จะถึงนี้ทุกคน อีกทั้งขออำนวยอวยพรขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ปกป้องคุ้มครองประเทศไทยเรา อันมีพระแก้วมรกต, พระสยามเทวาธิราช, พระพุทธชินราช, หลวงพ่อโสธร ฯลฯ จงมาช่วยอำนวยอวยพรให้ทุกท่านล้วนโชคดีตลอดปีนี้ด้วยเทอญ.

สำหรับเว็บบล็อกบ้านเลขที่ ๒๕ เองนั้น ตลอดปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมานั้น ผ่านการอัพเดทข้อมูลค่อนข้างน้อยมากๆ เนื่องจากตัวผู้เขียนบล็อกหลัก (ซึ่งคือผมเอง) นั้นติดภาระกิจงานประจำอยู่ จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปทำงานหลากหลายสถานที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงทำให้ผมเองไม่ค่อยมีเวลาเข้ามาทำการอัพเดท ข้อมูลเกี่ยวกับพระเครื่องให้เพื่อนสมาชิกมากเท่าไหร่ อีกทั้งยังไม่ได้เข้าไปตอบปัญหาในเว็บบอร์ดหลัก ที่เพื่อนๆ สมาชิกได้สอบถามเข้ามาเกี่ยวกับพระเครื่อง แต่ผมเองเข้ามาติดตามตลอดน่ะครับ อีกทั้งยังแอบดีใจที่เห็นเพื่อนๆ สมาชิกได้แบ่งปันความรู้กันในบอร์ดพระเครื่อง ซึ่งถือว่าเว็บบล็อกของเราได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว และก็ยังมีเพื่อนสมาชิกยังไม่ทิ้งกันไปเยอะครับ ซึ่งตรงจุดนี้ผมเองต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ สมาชิกทั้งสมาชิกเก่าและสมาชิกใหม่ทุกท่านที่ยังคงติดตามกันเสมอมาครับ

ส่วนบทความพระเครื่องนั้น ที่หายไปจากเดิมนั้น ผมเองขอนำกลับมาเรียบเรียงบทความเสียใหม่ เพื่อให้ข้อมูลกระชับ และกระทัดรัดขึ้น ตลอดจนเพื่อให้ผู้ที่เข้ามาศึกษาพระเครื่องรุ่นนั้น ๆ ได้รับข้อมูลรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ครับ ซึ่งภาพบางภาพนั้นผมเองคงต้องขอนำออกจากบทความก่อน ผมพยายามจะนำภาพพระเครื่องของตัวเองมาลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หรือนำภาพพระเครื่องจากเพื่อนสมาชิก หรือผู้ที่เคารพนับถือ ซึ่งผ่านการขออนุญาติจากเจ้าของภาพมาก่อน เพื่อนำมาลง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในเรื่องต่างๆ ที่อาจจะตามมาได้ สำหรับเพื่อนสมาชิกท่านใดยินดีที่จะให้ผมนำภาพพระเครื่องมาประกอบบทความเพื่อเผยแพร่ภาพพระแท้ ดูง่ายให้เพื่อนๆ สมาชิกที่เข้ามาศึกษาพระเครื่องได้เรียนรู้กัน หรือเพื่อนสมาชิกท่านใดมีบทความดีๆ ก็สามารถนำมาให้ผมเผยแพร่ได้น่ะครับ ทีมงานยินดีที่จะนำมาเผยแพร่สู่เพื่อนสมาชิกผู้รักการสะสมพระเครื่องต่อไป โดยส่งข้อมูลและภาพต่างๆ มาได้ที่ email : 25amulet@gmail.com ทีมงานยินดีที่จะนำมาเผยแพร่ครับ

ปี ๒๕๕๗ ที่กำลังผ่านเข้ามานั้น ผมเองสัญญาครับว่าจะพยายามนำบทความที่ได้ผ่านการเรียบเรียงแบบกระชับ รัดกุม และมีรายละเอียดมากพอแล้วนำมาเสนอสู่เพื่อนๆ สมาชิกเหมือนเช่นเดิม โดยผมจะทยอยนำลงผ่านหน้าบล็อกให้เพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านได้ติดตามกันในโอกาสต่อๆ ไปครับ ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเองนั้นไม่ได้เชียวชาญทางด้านพระเครื่องทุกองค์ ทุกรุ่น และทุกด้าน เป็นเพียงแค่นักสะสมพระเครื่อง เพื่อร่วมอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทยต่อไปครับ ไม่ได้สะสมในเชิกพุทธพาณิชย์ครับ แต่เน้นสะสมในแง่ของศิลปะและความเป็นรากเหง้าของพุทธศาสนิกชนครับ ดังนั้นถ้าเพื่อนสมาชิกท่านใดมีความรู้ทางด้านใด ยินดีและน้อมรับฟังคำแนะนำเสมอครับ

สุดท้ายนี้ ทางทีมงานบ้านเลขที่ ๒๕ ทุกคน สัญญาว่าจะนำสิ่งที่ดี ๆ เกี่ยวกับพระเครื่องมาเสนอต่อเพื่อนสมาชิกเฉกเช่นเดิม และจะพยายามปรับปรุงทุกสิ่งทุกอย่างให้ดียิ่งๆ ขึ้นกว่าเดิมที่ผ่านมาครับ.

จากใจ….ทีมงานบ้านเลขที่ ๒๕

logo-ทีมงานบ.25

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คุยเฟื่องเรื่องพระเครื่อง กับทีมงานบ้านเลขที่ ๒๕ ประจำสัปดาห์ (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖)

Banner-Header25

ajarnสวัสดีครับเพื่อนๆ สมาชิกบ้านเลขที่ ๒๕ ทุกๆท่าน ก็กลับมาเริ่มต้นทักทายกันใหม่อีกครั้งน่ะครับ ตอนนี้เวลาของผมเริ่มที่จะ OK ขึ้นแล้ว หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจปิดงานโครงการที่ทำอยู่ซึ่งเป็นงานประจำ เลยกลับมาทักทายกันเหมือนเดิม สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกเองนั้นคงสงสัยในรูปร่างหน้าตาใหม่ของบ้านเราน่ะครับ ก็ไม่มีอะไรมากครับเห็นว่ารูปแบบที่ใช้งานอยู่นั้นมันเริ่มล้าสมัยไปแล้วก็เลยไหนๆ จะกลับมาทั้งทีก็เลยจัดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปโฉมให้ดูสดใสไฉไลยิ่งขึ้นกว่าเดิม และในการนี้เองก็ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาบทความในส่วนต่างๆ ไปค่อนข้ามากพอสมควร เพื่อนๆ สมาชิกก็ลองติดตามดูกันเป็นระยะๆ น่ะครับสำหรับช่วงนี้

ก่อนอื่นก็คงต้องกราบขออภัยเพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านที่ติดตามอ่านผลงานบทความที่ทางทีมงานนำมาลงเสนอให้เพื่อนๆ สมาชิกได้รับทราบกันอยู่เป็นประจำ ซึ่งต้องขอประทานโทษในเรื่องที่ไม่สามารถนำบทความต่างๆ มาลงให้อ่านและติดตามกันได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง (ประมาณ ๒ เดือน เห็นจะได้) ทั้งนี้สืบเนื่องจากผมเองได้ติดภาระกิจงานประจำอยู่อย่างที่ได้เคยเรียนให้เพื่อนๆ สมาชิกได้รับทราบกันไปเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และเหตุผลอีกส่วนหนึ่งก็คือ บทความบางกลุ่มที่ได้เคยลงไว้นั้นได้สูญหายไปครับ ยกตัวอย่างเช่น รอบรั้วสนามพระกับบ้านเลขที่ ๒๕ หรือ ศึกษาก่อนสะสม เป็นต้น ซึ่งเพื่อนๆ สมาชิกถ้าได้ลองสังเกตุดูก็จะทราบว่ามีบางบทความที่ได้หายไป ซึ่งค่อนข้างมากครับ ก็เลยทำให้ผมยังไม่มีเวลาเข้ามาปรับปรุงแก้ไขอะไรมากมายนักครับ ซึ่งต่อจากนี้ไปผมเองคงต้องพยายามหาบทความต่างๆ ทีเป็นสาระประโยชน์เกี่ยวกับแนวทางในการสะสมพระเครื่องสำหรับนักสะสมพระเครื่องรุ่นใหม่ได้มีแนวทางในการสะสมที่ถูกต้อง ก็คงจะทยอยๆ นำมาลงให้ได้อ่านกันเช่นเดิมน่ะครับ

ผมอยากเรียนให้เพื่อนๆ สมาชิกได้รับทราบว่า ผมเองนั้นไม่ได้เป็นคนที่เก่งกาจอะไร ไม่ได้เป็นเซียนพระ ที่มีอาชีพทางด้านนี้โดยตรงเป็นแค่เพียงผู้ที่มีใจรักในการศึกษาและสมสมเกี่ยวกับพระเครื่องพระบูชาเท่านั้น ซึ่งผมเองเห็นว่านี่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยเราที่เราเองเป็นคนรุ่นใหม่ที่จำต้องช่วยกันอนุรักษ์สืบสานมรดกทางความรู้ต่างๆ ให้กับลูกหลานของเราได้มีมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามในการสะสมพระเครื่องพระบูชาไทยของเราต่อไปในอนาคต ผมเองก็ศึกษาและสะสมพระเครื่องตลอดจนความรู้ทางด้านพระเครื่องมานานพอสมควร มีข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์ในอดีตที่ท่านเคยได้สั่งสอนเอาไว้ผ่านทางบทความผ่านนิตยสารพระเครื่องสมัยก่อนค่อนข้างมาก ซึ่งผมถือว่าบูรพาจารย์หรือท่านเหล่านี้นั้นถือเป็นครูบาอาจารย์ที่ผมเองให้ความเคารพนับถือเสมอมาครับ และผมเองก็ไม่ได้มีอาชีพทางด้านพระเครื่องโดยตรง ดังนั้นผมจึงไม่มีผลประโยชน์กับใครทั้งนั้นครับ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่อยากช่วยจรรโลงวงการพระเครื่องบ้านเราให้มีมาตรฐานที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้นครับ

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ วัดประดู่ฉิมพลี (ตอนที่ 2)

image
“พระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ)” ท่านเป็นชาวสมุทรสงคราม ถือกำเนิดในสกุล “รัตนคอน” ณ บ้านใกล้คลองบางน้อย ตำบลบางพรหม อำเภอบางคณฑี จังหวัดสมุทรสงคราม นายลอย และนางทับ เป็นบิดามารดา ท่านเกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน ตรงกับวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2430 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน รวม 2 ท่าน โดยที่ท่านเป็นคนโต คือ
1. พระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ)
2. นายเฉื่อย รัตนคอน (ถึงแก่กรรม)
ประกายแห่งสติปัญญาลักษณะแห่งความเป็นผู้นำของท่านได้ฉายแววมาแต่เยาว์วัย ท่านเป็นผู้มีความเข็มแข็งว่องไวเป็นประจำนิสัย มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แยกแยะผิดชอบชั่วดี มิเคยสักครั้งที่จะนำความหนักใจให้กับบิดามารดา ชอบที่จะติดตามบิดามารดาไปวัดอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความกตัญญู มีความขยัน มานะ อดทน มีน้ำใจเสียสละ มีวาจาไพเราะสุภาพอ่อนโยน จึงเป็นที่รักยิ่งของบิดามารดา หลายครั้งท่านมักแอบไปวัดเพียงลำพัง เพื่อฟังการสวดมนต์ของพระภิกษุ-สามเณร จนถึงกับสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำในบทสวดมนต์ จนเจริญวัยเข้าสู่วัยหนุ่มและถึงแม้ท่านจะเจริญเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่ม ท่านก็หาได้มีจิตใจฝักใฝ่สตรีเพศดุจคนรุ่นเดียวกันไม่ จึงนับว่าเป็นนิมิตหมายแห่งการดำเนินสู่ทางแห่งความสงบและหลุดพ้น
เมื่อครั้งเยาว์วัยทั้งสองท่านได้ศึกษาเล่าเรียนเบื้องต้นอยู่ที่วัดเกาะแก้ว ปากคลองบางน้อย ตำบลบางพรหม อำเภอบางคณฑี จังหวัดสมุทรสงคราม ครั้งต่อมาบิดามารดาได้เสียชีวิตไปหมด พระภิกษุแก้ว (ชาวบ้านเรียกว่า หลวงตาแก้วโม่ง) ซึ่งเป็นญาติกับท่าน ได้จำพรรษาอยู่กับพระอุดรคณารักษ์ ที่วัดพระเชตุพนฯ ได้นำท่านมาฝากไว้กับพระอธิการสุข (เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี) มาแต่เพียงหลวงปู่โต๊ะคนเดียว พระอธิการสุขกับพระภิกษุแก้วนั้นเป็นเพื่อนที่รักใคร่สนิทสนมและเคารพนับถือกันมาก ในระยะที่นำมาฝากไว้ที่วัดประดู่ฉิมพลีนั้น อายุท่านขณะนั้นได้ 13 ปีเศษ
image
ครั้นเมื่อท่านมีอายุย่างเข้า 17 ปี ได้ทำการบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดประดู่ฉิมพลี ในปี พ.ศ.2447 โดยมีพระอธิการสุข เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีในสมัยนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเมื่อท่านได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ท่านมีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาพระปริยัติธรรม ท่องเรียนพระสูตรต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำและว่องไวมีความประพฤติไม่เป็นที่หนักใจแก่หมู่คณะ สนใจในการเจริญสมาธิกรรมฐานอย่างมุ่งมั่น ความในข้อนี้พระอาจารย์พรหม ผู้ซึ่งอบรมสั่งสอนสมาธิกรรมฐานให้กับท่านในสมัยนั้น ถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า “แทบทุกคืนจะเห็นสามเณรโต๊ะหลบไปนั่งกรรมฐานเพียงลำพังในโบสถ์ บางครั้งเห็นไปเดินจงกรมอยู่ในป่าริมคลองบางหลวงเพียงลำพัง” พระอาจารย์พรหมยังได้เล่าอีกว่า สามเณรโต๊ะมักชอบเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ พูดน้อย แต่ช่างซักถามในข้อธรรมต่าง ๆ

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ (ตอนที่ 1)

image
วัดประดู่ฉิมพลี
ซอยเพชรเกษม 15 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600
วัดประดู่ฉิมพลีในปัจจุบันนั้น แต่เดิมเรียกว่า “วัดสิมพลี” คู่กับวัดประดู่ในทรงธรรม จะเป็นวัดที่มีมาแต่เดิมหรือไรนั้นไม่สามารถทราบได้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุญนาค) แต่ครั้งยังเป็นพระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา จางวางพระคลังสินค้า ได้สถาปนาขึ้นเมื่อปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้นมาสำเร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิ้นเวลาถึง 8 ปี
วัดประดู่ฉิมพลีอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ มีเนื้อที่เฉพาะเขตพระอารามไม่รวมพื้นที่ธรณีสงฆ์ ถึง 10 ไร่ 3 งาน ซึ่งจัดว่าเป็นวัดใหญ่และงดงาม ผิดจากวัดที่เป็น “วัดราษฏร์” ด้วยเหตุที่ผู้สร้างเป็นผู้มีวาสนาบารมีสูงในแผ่นดิน เป็น “ผู้สำเร็จราชการในพระนคร” ทั้งยังว่าการพระคลังสินค้า ด้วยภูมิสถานที่ตั้งวัด ในสมัยก่อนจะต้องสง่างามอย่างยิ่งด้วยเขตวัดด้านหน้าติด คลองบางกอกใหญ่ (บางหลวง) ที่เป็นคลองใหญ่ตลอดแนว มีศาลาท่าน้ำ มีลานหน้าวัดกว้างเขตพุทธวาสมีกำแพงก่ออิฐ มีบัวทั้งล่างและบนตลอดแนว บนกำแพงทำเป็นเสาหัวเม็ดยอดปริกห้าชั้น ลาดวัดภายในกำแพงปูด้วยแผ่นหินแกรนิตจากเมืองจีนทั้งหมด ตรงกำแพงด้านหน้าเป็นประตูเข้าสู่พุทธาวาส ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างที่เป็นหลักของวัด คือ
1. อุโบสถขนาดใหญ่ กว้าง 6 วา 2 ศอก ยาว 16 วา ตั้งอยู่ลึกใกล้กับกำแพงด้านใน ด้านในขนานกับลำคลองหน้าวัด หันไปทางทิศตะวันออก
2. ถัดอุโบสถออกมาตรงกลางสร้างพระเจดีย์ทรงรามัญ องค์เจดีย์กลม แต่ฐานกบบัลลังก์เป็นรูปแปดเหลี่ยมมีบัวประดับที่เชิงระฆังที่เหนือบัลลังก์ และที่ได้ปลียอด มีเครื่องประดับที่ยอดดังเช่นเจดีย์รามัญทั้งหลายทั่วไป เจดีย์นี้สร้างไว้เหนือเรือนตึกแปดเหลี่ยม ซึ่งมีเสารายและมีชานโดยรอบทำนองมณฑปแต่เรียกกันว่าวิหาร ภายในวิหารแต่ะเดิมจะประดิษฐานสิ่งใดไม่ทราบอย่างแน่ชัด แต่ปัจจุบันประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งเป็นของที่ทำขึ้นในภายหลัง
3. ข้างหน้าออกมามีวิหารน้อยมีมุขหน้าหลัง 2 หลัง อยู่ข้างตะวันออกหนึ่งหลัง ข้างตะวันตกอีกหนึ่งหลัง หันหน้าไปทางทิศใต้ลงคลองบางกอกใหญ่ หลังตะวันออกประดิษฐานพระยืน หลังตะวันตกประดิษฐานพระไสยาสน์
4. หน้าวิหารน้อยทั้งสองนั้นมีเจดีย์เหลี่ยมย่อมมุมขนาดย่อมอีกหลังละองค์
5. นอกจากนี้ก็มีหอระฆังและหอพระไตรปิฏก ซึ่งบัดนี้ได้รื้อลงและสร้างเป็นหอสมุดแทน
เขตสังฆาวาส อยู่ลึกลงไปทางข้างใต้ จะเป็นอย่างไรไม่ทราบแน่เพราะรื้อลงปรับปรุงใหม่เกือบหมดแล้ว เหลือแต่กุฏิใหญ่ที่เป็นกุฏิเจ้าอาวาสหลังเดียว
image image
อุโบสถวัดประดู่ฉิมพลี สร้างตามแบบพระราชนิยม ในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวคือ ยกฐานสูงสองชั้น เป็นฐานของตัวอุโบสถชั้นหนึ่ง เป็นชานโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง มีบันไดขึ้นที่ฐานทั้ง 4 ด้าน ภายในอุโบสถไม่มีเสาในประธาน หลังคาลด 3 ชั้น ไม่มีช่อฟ้าใบระกาและคันทวย มีเสารายรับชายคาที่ยื่นออกมาปกคลุมมุขหน้าหลังและชานโดยรอบอุโบสถ หน้าบันเป็นแบบกะเท่เช ปั้นลายปูนประดับกระเบื้องเคลือบต่างสี ซุ้มประตูหน้าต่างปั้นลายปูนเป็นลายดอกไม้ใบไม้ บานประตูหน้าต่างปิดทองประดับกระจกลายยาเป็นทำนองลายแก้วเชิงดวง ผนังเพดานภายในเขียนลายฮ่อ (ซึ่งตอนนี้ได้ลบเลือนเกือบหมดแล้ว) แต่ฐานพระประธานนั้นทำเป็นฐานสิงห์ปั้นปูนปิดทองประดับกระจกอย่างไทย ให้สมกับองค์พระที่เป็นแบบสุโขทัย
พระประธานวัดประดู่ฉิมพลีนี้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ท่านพยายามเสาะแสวงหาและเลือกสรรอย่างยิ่ง มีความกล่าวในประวัติวัดบวรนิเวศวิหารว่า เจ้าอธิการวัดอ้อยช้าง (เรียกวัดบางอ้อช้างก็เรียก) จังหวัดนนทบุรีจำชื่อไม่ได้ ไปเชิญเอาพระศาสดามาแต่จังหวัดพิษณุโลกจะมาไว้ที่วัดบางอ้อยช้าง สมเด็จเจ้าพระยาท่านทราบเข้าจึงไปขอมาเป็นพระประธาน วัดประดู่ฉิมพลี ที่ท่านสร้างใหม่ ต่อมาภายหลังความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาทเข้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระศาสดาเคยอยู่กับพระชินสีห์มาก่อน จึงมีพระบรมราชโองการให้ไปเชิญพระศาสดาจากวัดประดู่ฉิมพลีมาไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร แต่ขณะที่อัญเชิญมานั้นยังสร้างพระวิหารไม่เสร็จ โปรดให้นำไปไว้ที่วัดสุทัศน์เทพวรารามชั่วคราวก่อน เมื่อเดือน 4 แรม 10 ค่ำ ปีฉลู เบญจศก พ.ศ.2396 เมื่อมีพระบรมราชโองการให้เชิญพระศาสดาไปแล้ว กล่าวกันว่าสมเด็จเจ้าพระยาท่านไปเลือกสรรพระพุทธรูปจากวัดบางอ้อยช้างได้อีกองค์หนึ่ง ขนาดไล่เลี่ยกับพระศาสดา คือ มีขนาดหน้าตักพระเพลายาว 4 ศอกเศษ มาประดิษฐานเป็นพระประธานแทน พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะเป็นพระสุโขทัยบริสุทธิ์ พระพักตร์อิ่ม พระวรกายอวบผิดกว่าพระพุทธรูปสุโขทัยทั่วไป จัดเป็นพระพุทธรูปที่งดงามวิเศษหายากยิ่ง ควรที่ผู้สนใจควรจะหาโอกาสเข้าไปนมัสการและชมเพื่อศึกษา
วัดประดู่ฉิมพลีมีพระสังฆาธิการปกครองเป็นเจ้าอาวาสตามลำดับมา แต่มิได้มีการบันทึกไว้จึงไม่สามารถจะเรียงรายนามเจ้าอาวาสได้ครบ เพียงแต่จำกันได้ว่ามีพระอธิการแผ่ว พระอธิการสุข พระอธิการคำ จนกระทั่งพ.ศ.2455 จึงปรากฏนามพระอธิการโต๊ะ เป็นเจ้าอาวาสตามเอกสารประวัติพระสมณศักดิ์ และท่านได้ครองวัดยั่งยืนมาช้านานถึง 69 ปี จนกระทั่งมรณภาพเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2524 ขณะนี้ พระครูวิโรจน์ญาณวงศ์ เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา
image
ที่มา : หนังสือภาสุรธรรม วัดประดู่ฉิมพลี / หนังสือหลวงปู่โต๊ะ ออกที่วัดประดู่ฉิมพลี
Footer

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

พิธีเททองหล่อรูปเหมือนหลวงปู่เจือ ปิยสีโล ณ วัดบางแก้ว

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ทีมงานบ้านเลขที่ 25 ได้ไปวัดบางแก้ว เพื่อร่วมงานพิธีเททองหล่อรูปเหมือนหลวงปู่เจือ ปิยสีโล กันมาค่ะ จึงเก็บภาพมาฝากเพื่อนๆ ให้ได้ชมกัน

เนื่องด้วย พระครูพิจิตรสรคุณ (หลวงพ่อพร ปภากโร) เจ้าอาวาส วัดบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ท่านเป็นศิษย์เอกผู้สืบทอดพุทธาคมจากหลวงปู่เจือโดยตรง จึงได้มีการจัดทำพิธีเททองหล่อรูปเหมือนหลวงปู่เจือ ปิยสีโล วัดกลางบางแก้ว (ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้) ขนาดเท่าองค์จริง เพื่อมาตั้งประดิษฐานไว้ประจำที่วัดบางแก้ว ในวันที่ 17 มีนาคม 2556 ตั้งแต่ เวลา 09.00 น. 

























วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทีมงานร่วมงานพิธีเททองหล่อเจ้าสัวรุ่นแรก หลวงพ่อพร ปภากโร วัดบางแก้ว จ.นครปฐม

ทีมงานบ้านเลขที่ 25 ได้ไปร่วมงานพิธีเททองหล่อ เหรียญเจ้าสัวรุ่นแรก หลวงพ่อพร ปภากโร ณ วัดบางแก้ว จ.นครปฐม ศิษย์เอกผู้สืบสายวิชาจาก หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว โดยชนวนมวลสารที่ใช้ได้แก่ ชนวนพระชัยวัฒน์ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ปี พ.ศ.2444 และ ชนวนเหรียญเจ้าสัว ปี พ.ศ.2535 ทั้งหมด หล่อหลอมเป็นชนวนมงคลสำคัญ นอกจากนั้นยังได้สร้างแผ่นยันต์ มหาโชคลาภผสมลงในรุ่นนี้อีกด้วย โดยถือกำหนดฤกษ์ดีเททองแบบโบราณ วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 09.39 น. ซึ่งเป็นฤกษ์เศรษฐี คือ มหัทธโนฤกษ์ งานนี้ทีมงานก็ได้เก็บภาพบรรยากาศมาฝากเพื่อนๆ ด้วย





พระประธานภายในโบสถ์ มีการจัดเตรียมสายสินธ์ เพื่อโยงไปยังปรัมพิธีบวงสรวงด้านหน้าโบสถ์



อาหารคาวหวาน เครื่องถวายถูกจัดเตรียมอยู่ 3 จุด คือ ด้านหน้าโบสถ์โยงจากพระประธาน บริเวณอัฐิอดีตเจ้าอาวาส และกลางแจ้งตรงบริเวณหล่อหลอมมวลสาร





ชนวนมวลสารที่ใช้ในการหล่อ เหรียญเจ้าสัว ในครั้งนี้ ได้แก่ ชนวนพระชัยวัฒน์ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ปี พ.ศ.2444 และ ชนวนเหรียญเจ้าสัว ปี พ.ศ.2535 ทั้งหมด หล่อหลอมเป็นชนวนมงคลสำคัญ นอกจากนั้นยังได้สร้างแผ่นยันต์ มหาโชคลาภผสมลงในรุ่นนี้อีกด้วย


พานนี้ทีมงานของเราพี่ admin ก็นำขันลงหินไปร่วมในการหล่อเหรียญเจ้าสัวครั้งนี้ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

เก็บตกภาพบรรยากาศงานสอยดาว วัดบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

จากที่ทีมงานได้มีการประชาสัมพันธ์กันไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับงานสอยดาวการกุศลที่วัดบางแก้ว ให้เพื่อนๆ ได้ทราบกัน ทีมงานก็ได้เดินทางไปร่วมงานบุญเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 กันมาพร้อมทั้งเก็บภาพบรรยากาศภายในงานมาให้ชมกันค่ะ งานนี้แจกจริงแจกหมด เรียกได้ว่าทุกท่านที่มาร่วมสอยดาวไม่มีกลับมือเปล่าค่ะ แต่จะมากจะน้อย ชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ ก็แล้วแต่นะค่ะ เพราะสิ่งสำคัญคือได้มาร่วมใจทำบุญกับทางวัดมากกว่า บางท่านซื้อแค่สองใบได้โทรทัศน์กลับบ้านก็มีเหมือนกัน


ทีมงานของทางวัด (หน่วยเสื้อเหลือง) กำลังจัดเตรียมสถานที่ และของรางวัลไว้บนเวที


ประมาณหกโมงเย็น ก็เริ่มมีประชาชนทยอยกันมากราบสักการะ 
หลวงพ่อปรก และหลวงพ่อพัฒน์ ซึ่งเป็นพระประธานภายในโบสถ์ วัดบางแก้ว


ร้านรวงต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณรอบรั้ววัด ทั้งสองฝั่งถนน เลยเข้าไปจนถึงในโรงเรียน 
ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม วัดบางแก้ว ภายในงานก็มีทั้งจอหนังอีกถึง 3 จุด 
และกิจกรรมตระกร้อลอดห่วง และเกมส์การละเล่นอีกมากมาย


เมื่อเตรียมความพร้อมเรียบร้อยดีแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็จะประกาศ กำหนดเวลาประธานมาเปิดงาน ประมาณเวลา 19.30 น. และแจ้งสัญญาณการยิงพรุขายบัตรประมาณ 20.00 น. ให้ผู้มาร่วมงานทราบ


ประชาชนที่มาร่วมงานเริ่มทยอยมารอซื้อบัตรกันก่อนเวลาเกือบชั่วโมงกันเลยทีเดียว คนเยอะมากจนเจ้าหน้าที่ต้องจำกัดการจำหน่ายให้ซื้อได้แต่ละรอบหนึ่งท่านไม่เกิน 500 บาท เท่านั้น (บัตนใบละ 10 บาท)
เท่าที่สอบถามเคยทำสถิติขายบัตรหมดภายใน 40 นาที มาแล้ว ช้าอดจ้างานนี้


ประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งตีฆ้องให้สัญญาณการจุดพรุจำหน่ายบัตร 
เจ้าหน้าที่วัดทุกท่านก็ต้องเตรียมพร้อมประจำจุดกันอย่างด่วนเลย



ประชาชนมากมายซื้อบัตรกัน แล้ววิ่งมารับฉลาก (เจ้าหน้านับจำนวนฉลากใส่ถุงให้แทบไม่ทันกันเลยทีเดียว) นำไปแกะดูเบอร์ รอรับรางวัลแบบชำนาญกันเลย (ทีมงานยังยืนงงๆ กับคนมากมายอยู่ก่อนจะเดินไปร่วมสนุกกับเขา)


หลังจากนั้นก็จะได้ยินแต่เสียงทีวีออกแล้วครับ จักรยาน ตู้เย็นทยอยกันออกแล้วครับ จนมองซ้ายมองขวาตามไม่ทัน กับของรางวัลที่ยกกันออกไป ส่วนทีมงานบ้านเลขที่ 25 เราก็ร่วมสอยดาวกับเขาเหมือนกัน ได้มาเป็นของกินของใช้ในครัวเรือน คนละถุงพอหอมปากหอมคอ ได้ร่วมสนุก และทำบุญร่วมกัน แล้วจึงเดินทางเข้ากรุงเทพแยกย้ายกันกลับบ้าน