ขอต้อนรับเพื่อนๆทุกท่าน เข้าสู่เว็บพระเครื่องพระบูชาไทย ณ.บ้านเลขที่ ๒๕

บ้านหลังนี้เป็นแหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องพระบูชาไทย และเป็นสถานที่สำหรับพบปะพูดคุยกันระหว่างเพื่อนๆทุกท่านที่มีใจรักในการสะสมพระเครื่องพระบูชา เพื่อเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยให้คงอยู่ชั่วลูกสืบหลานต่อไป

เราหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าภายในบ้านหลังนี้คงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อนๆทุกท่าน เพราะทุกท่านคือพี่น้องกัน บางท่านที่เป็นผู้อาวุโสเราถือว่าท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราคนหนึ่ง ประสบการณ์ที่ผ่านมาของท่านทั้งหลายเหล่านั้นจะนำมาช่วยปรับปรุงสังคมออนไลน์ของเราให้ดียิ่งขึ้นไปในอนาคตอันใกล้นี้ต่อไป.

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๗ สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกชาวบ้านเลขที่ ๒๕

9wat-02

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ไทย ๒๕๕๗ ที่ผ่านเข้ามาในปีนี้นั้น ทางทีมงานทุกคนของเว็บบล็อก 25 Amulet ขออำนวยอวยพรให้เพื่อนๆ สมาชิกทุกท่าน ตลอดทั้งครอบครัวของท่านทุกคน ล้วนแล้วแต่ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ความก้าวหน้า ความมั่งคั่ง และปราศจากโรคภัยไขเจ็บ ตลอดปี ๒๕๕๗ ที่จะถึงนี้ทุกคน อีกทั้งขออำนวยอวยพรขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ปกป้องคุ้มครองประเทศไทยเรา อันมีพระแก้วมรกต, พระสยามเทวาธิราช, พระพุทธชินราช, หลวงพ่อโสธร ฯลฯ จงมาช่วยอำนวยอวยพรให้ทุกท่านล้วนโชคดีตลอดปีนี้ด้วยเทอญ.

สำหรับเว็บบล็อกบ้านเลขที่ ๒๕ เองนั้น ตลอดปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมานั้น ผ่านการอัพเดทข้อมูลค่อนข้างน้อยมากๆ เนื่องจากตัวผู้เขียนบล็อกหลัก (ซึ่งคือผมเอง) นั้นติดภาระกิจงานประจำอยู่ จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปทำงานหลากหลายสถานที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงทำให้ผมเองไม่ค่อยมีเวลาเข้ามาทำการอัพเดท ข้อมูลเกี่ยวกับพระเครื่องให้เพื่อนสมาชิกมากเท่าไหร่ อีกทั้งยังไม่ได้เข้าไปตอบปัญหาในเว็บบอร์ดหลัก ที่เพื่อนๆ สมาชิกได้สอบถามเข้ามาเกี่ยวกับพระเครื่อง แต่ผมเองเข้ามาติดตามตลอดน่ะครับ อีกทั้งยังแอบดีใจที่เห็นเพื่อนๆ สมาชิกได้แบ่งปันความรู้กันในบอร์ดพระเครื่อง ซึ่งถือว่าเว็บบล็อกของเราได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว และก็ยังมีเพื่อนสมาชิกยังไม่ทิ้งกันไปเยอะครับ ซึ่งตรงจุดนี้ผมเองต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ สมาชิกทั้งสมาชิกเก่าและสมาชิกใหม่ทุกท่านที่ยังคงติดตามกันเสมอมาครับ

ส่วนบทความพระเครื่องนั้น ที่หายไปจากเดิมนั้น ผมเองขอนำกลับมาเรียบเรียงบทความเสียใหม่ เพื่อให้ข้อมูลกระชับ และกระทัดรัดขึ้น ตลอดจนเพื่อให้ผู้ที่เข้ามาศึกษาพระเครื่องรุ่นนั้น ๆ ได้รับข้อมูลรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ครับ ซึ่งภาพบางภาพนั้นผมเองคงต้องขอนำออกจากบทความก่อน ผมพยายามจะนำภาพพระเครื่องของตัวเองมาลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หรือนำภาพพระเครื่องจากเพื่อนสมาชิก หรือผู้ที่เคารพนับถือ ซึ่งผ่านการขออนุญาติจากเจ้าของภาพมาก่อน เพื่อนำมาลง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในเรื่องต่างๆ ที่อาจจะตามมาได้ สำหรับเพื่อนสมาชิกท่านใดยินดีที่จะให้ผมนำภาพพระเครื่องมาประกอบบทความเพื่อเผยแพร่ภาพพระแท้ ดูง่ายให้เพื่อนๆ สมาชิกที่เข้ามาศึกษาพระเครื่องได้เรียนรู้กัน หรือเพื่อนสมาชิกท่านใดมีบทความดีๆ ก็สามารถนำมาให้ผมเผยแพร่ได้น่ะครับ ทีมงานยินดีที่จะนำมาเผยแพร่สู่เพื่อนสมาชิกผู้รักการสะสมพระเครื่องต่อไป โดยส่งข้อมูลและภาพต่างๆ มาได้ที่ email : 25amulet@gmail.com ทีมงานยินดีที่จะนำมาเผยแพร่ครับ

ปี ๒๕๕๗ ที่กำลังผ่านเข้ามานั้น ผมเองสัญญาครับว่าจะพยายามนำบทความที่ได้ผ่านการเรียบเรียงแบบกระชับ รัดกุม และมีรายละเอียดมากพอแล้วนำมาเสนอสู่เพื่อนๆ สมาชิกเหมือนเช่นเดิม โดยผมจะทยอยนำลงผ่านหน้าบล็อกให้เพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านได้ติดตามกันในโอกาสต่อๆ ไปครับ ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเองนั้นไม่ได้เชียวชาญทางด้านพระเครื่องทุกองค์ ทุกรุ่น และทุกด้าน เป็นเพียงแค่นักสะสมพระเครื่อง เพื่อร่วมอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทยต่อไปครับ ไม่ได้สะสมในเชิกพุทธพาณิชย์ครับ แต่เน้นสะสมในแง่ของศิลปะและความเป็นรากเหง้าของพุทธศาสนิกชนครับ ดังนั้นถ้าเพื่อนสมาชิกท่านใดมีความรู้ทางด้านใด ยินดีและน้อมรับฟังคำแนะนำเสมอครับ

สุดท้ายนี้ ทางทีมงานบ้านเลขที่ ๒๕ ทุกคน สัญญาว่าจะนำสิ่งที่ดี ๆ เกี่ยวกับพระเครื่องมาเสนอต่อเพื่อนสมาชิกเฉกเช่นเดิม และจะพยายามปรับปรุงทุกสิ่งทุกอย่างให้ดียิ่งๆ ขึ้นกว่าเดิมที่ผ่านมาครับ.

จากใจ….ทีมงานบ้านเลขที่ ๒๕

logo-ทีมงานบ.25

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คุยเฟื่องเรื่องพระเครื่อง กับทีมงานบ้านเลขที่ ๒๕ ประจำสัปดาห์ (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖)

Banner-Header25

ajarnสวัสดีครับเพื่อนๆ สมาชิกบ้านเลขที่ ๒๕ ทุกๆท่าน ก็กลับมาเริ่มต้นทักทายกันใหม่อีกครั้งน่ะครับ ตอนนี้เวลาของผมเริ่มที่จะ OK ขึ้นแล้ว หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจปิดงานโครงการที่ทำอยู่ซึ่งเป็นงานประจำ เลยกลับมาทักทายกันเหมือนเดิม สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกเองนั้นคงสงสัยในรูปร่างหน้าตาใหม่ของบ้านเราน่ะครับ ก็ไม่มีอะไรมากครับเห็นว่ารูปแบบที่ใช้งานอยู่นั้นมันเริ่มล้าสมัยไปแล้วก็เลยไหนๆ จะกลับมาทั้งทีก็เลยจัดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปโฉมให้ดูสดใสไฉไลยิ่งขึ้นกว่าเดิม และในการนี้เองก็ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาบทความในส่วนต่างๆ ไปค่อนข้ามากพอสมควร เพื่อนๆ สมาชิกก็ลองติดตามดูกันเป็นระยะๆ น่ะครับสำหรับช่วงนี้

ก่อนอื่นก็คงต้องกราบขออภัยเพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านที่ติดตามอ่านผลงานบทความที่ทางทีมงานนำมาลงเสนอให้เพื่อนๆ สมาชิกได้รับทราบกันอยู่เป็นประจำ ซึ่งต้องขอประทานโทษในเรื่องที่ไม่สามารถนำบทความต่างๆ มาลงให้อ่านและติดตามกันได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง (ประมาณ ๒ เดือน เห็นจะได้) ทั้งนี้สืบเนื่องจากผมเองได้ติดภาระกิจงานประจำอยู่อย่างที่ได้เคยเรียนให้เพื่อนๆ สมาชิกได้รับทราบกันไปเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และเหตุผลอีกส่วนหนึ่งก็คือ บทความบางกลุ่มที่ได้เคยลงไว้นั้นได้สูญหายไปครับ ยกตัวอย่างเช่น รอบรั้วสนามพระกับบ้านเลขที่ ๒๕ หรือ ศึกษาก่อนสะสม เป็นต้น ซึ่งเพื่อนๆ สมาชิกถ้าได้ลองสังเกตุดูก็จะทราบว่ามีบางบทความที่ได้หายไป ซึ่งค่อนข้างมากครับ ก็เลยทำให้ผมยังไม่มีเวลาเข้ามาปรับปรุงแก้ไขอะไรมากมายนักครับ ซึ่งต่อจากนี้ไปผมเองคงต้องพยายามหาบทความต่างๆ ทีเป็นสาระประโยชน์เกี่ยวกับแนวทางในการสะสมพระเครื่องสำหรับนักสะสมพระเครื่องรุ่นใหม่ได้มีแนวทางในการสะสมที่ถูกต้อง ก็คงจะทยอยๆ นำมาลงให้ได้อ่านกันเช่นเดิมน่ะครับ

ผมอยากเรียนให้เพื่อนๆ สมาชิกได้รับทราบว่า ผมเองนั้นไม่ได้เป็นคนที่เก่งกาจอะไร ไม่ได้เป็นเซียนพระ ที่มีอาชีพทางด้านนี้โดยตรงเป็นแค่เพียงผู้ที่มีใจรักในการศึกษาและสมสมเกี่ยวกับพระเครื่องพระบูชาเท่านั้น ซึ่งผมเองเห็นว่านี่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยเราที่เราเองเป็นคนรุ่นใหม่ที่จำต้องช่วยกันอนุรักษ์สืบสานมรดกทางความรู้ต่างๆ ให้กับลูกหลานของเราได้มีมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามในการสะสมพระเครื่องพระบูชาไทยของเราต่อไปในอนาคต ผมเองก็ศึกษาและสะสมพระเครื่องตลอดจนความรู้ทางด้านพระเครื่องมานานพอสมควร มีข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์ในอดีตที่ท่านเคยได้สั่งสอนเอาไว้ผ่านทางบทความผ่านนิตยสารพระเครื่องสมัยก่อนค่อนข้างมาก ซึ่งผมถือว่าบูรพาจารย์หรือท่านเหล่านี้นั้นถือเป็นครูบาอาจารย์ที่ผมเองให้ความเคารพนับถือเสมอมาครับ และผมเองก็ไม่ได้มีอาชีพทางด้านพระเครื่องโดยตรง ดังนั้นผมจึงไม่มีผลประโยชน์กับใครทั้งนั้นครับ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่อยากช่วยจรรโลงวงการพระเครื่องบ้านเราให้มีมาตรฐานที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้นครับ

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ วัดประดู่ฉิมพลี (ตอนที่ 2)

image
“พระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ)” ท่านเป็นชาวสมุทรสงคราม ถือกำเนิดในสกุล “รัตนคอน” ณ บ้านใกล้คลองบางน้อย ตำบลบางพรหม อำเภอบางคณฑี จังหวัดสมุทรสงคราม นายลอย และนางทับ เป็นบิดามารดา ท่านเกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน ตรงกับวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2430 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน รวม 2 ท่าน โดยที่ท่านเป็นคนโต คือ
1. พระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ)
2. นายเฉื่อย รัตนคอน (ถึงแก่กรรม)
ประกายแห่งสติปัญญาลักษณะแห่งความเป็นผู้นำของท่านได้ฉายแววมาแต่เยาว์วัย ท่านเป็นผู้มีความเข็มแข็งว่องไวเป็นประจำนิสัย มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แยกแยะผิดชอบชั่วดี มิเคยสักครั้งที่จะนำความหนักใจให้กับบิดามารดา ชอบที่จะติดตามบิดามารดาไปวัดอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความกตัญญู มีความขยัน มานะ อดทน มีน้ำใจเสียสละ มีวาจาไพเราะสุภาพอ่อนโยน จึงเป็นที่รักยิ่งของบิดามารดา หลายครั้งท่านมักแอบไปวัดเพียงลำพัง เพื่อฟังการสวดมนต์ของพระภิกษุ-สามเณร จนถึงกับสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำในบทสวดมนต์ จนเจริญวัยเข้าสู่วัยหนุ่มและถึงแม้ท่านจะเจริญเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่ม ท่านก็หาได้มีจิตใจฝักใฝ่สตรีเพศดุจคนรุ่นเดียวกันไม่ จึงนับว่าเป็นนิมิตหมายแห่งการดำเนินสู่ทางแห่งความสงบและหลุดพ้น
เมื่อครั้งเยาว์วัยทั้งสองท่านได้ศึกษาเล่าเรียนเบื้องต้นอยู่ที่วัดเกาะแก้ว ปากคลองบางน้อย ตำบลบางพรหม อำเภอบางคณฑี จังหวัดสมุทรสงคราม ครั้งต่อมาบิดามารดาได้เสียชีวิตไปหมด พระภิกษุแก้ว (ชาวบ้านเรียกว่า หลวงตาแก้วโม่ง) ซึ่งเป็นญาติกับท่าน ได้จำพรรษาอยู่กับพระอุดรคณารักษ์ ที่วัดพระเชตุพนฯ ได้นำท่านมาฝากไว้กับพระอธิการสุข (เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี) มาแต่เพียงหลวงปู่โต๊ะคนเดียว พระอธิการสุขกับพระภิกษุแก้วนั้นเป็นเพื่อนที่รักใคร่สนิทสนมและเคารพนับถือกันมาก ในระยะที่นำมาฝากไว้ที่วัดประดู่ฉิมพลีนั้น อายุท่านขณะนั้นได้ 13 ปีเศษ
image
ครั้นเมื่อท่านมีอายุย่างเข้า 17 ปี ได้ทำการบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดประดู่ฉิมพลี ในปี พ.ศ.2447 โดยมีพระอธิการสุข เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีในสมัยนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเมื่อท่านได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ท่านมีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาพระปริยัติธรรม ท่องเรียนพระสูตรต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำและว่องไวมีความประพฤติไม่เป็นที่หนักใจแก่หมู่คณะ สนใจในการเจริญสมาธิกรรมฐานอย่างมุ่งมั่น ความในข้อนี้พระอาจารย์พรหม ผู้ซึ่งอบรมสั่งสอนสมาธิกรรมฐานให้กับท่านในสมัยนั้น ถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า “แทบทุกคืนจะเห็นสามเณรโต๊ะหลบไปนั่งกรรมฐานเพียงลำพังในโบสถ์ บางครั้งเห็นไปเดินจงกรมอยู่ในป่าริมคลองบางหลวงเพียงลำพัง” พระอาจารย์พรหมยังได้เล่าอีกว่า สามเณรโต๊ะมักชอบเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ พูดน้อย แต่ช่างซักถามในข้อธรรมต่าง ๆ

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ (ตอนที่ 1)

image
วัดประดู่ฉิมพลี
ซอยเพชรเกษม 15 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600
วัดประดู่ฉิมพลีในปัจจุบันนั้น แต่เดิมเรียกว่า “วัดสิมพลี” คู่กับวัดประดู่ในทรงธรรม จะเป็นวัดที่มีมาแต่เดิมหรือไรนั้นไม่สามารถทราบได้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุญนาค) แต่ครั้งยังเป็นพระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา จางวางพระคลังสินค้า ได้สถาปนาขึ้นเมื่อปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้นมาสำเร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิ้นเวลาถึง 8 ปี
วัดประดู่ฉิมพลีอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ มีเนื้อที่เฉพาะเขตพระอารามไม่รวมพื้นที่ธรณีสงฆ์ ถึง 10 ไร่ 3 งาน ซึ่งจัดว่าเป็นวัดใหญ่และงดงาม ผิดจากวัดที่เป็น “วัดราษฏร์” ด้วยเหตุที่ผู้สร้างเป็นผู้มีวาสนาบารมีสูงในแผ่นดิน เป็น “ผู้สำเร็จราชการในพระนคร” ทั้งยังว่าการพระคลังสินค้า ด้วยภูมิสถานที่ตั้งวัด ในสมัยก่อนจะต้องสง่างามอย่างยิ่งด้วยเขตวัดด้านหน้าติด คลองบางกอกใหญ่ (บางหลวง) ที่เป็นคลองใหญ่ตลอดแนว มีศาลาท่าน้ำ มีลานหน้าวัดกว้างเขตพุทธวาสมีกำแพงก่ออิฐ มีบัวทั้งล่างและบนตลอดแนว บนกำแพงทำเป็นเสาหัวเม็ดยอดปริกห้าชั้น ลาดวัดภายในกำแพงปูด้วยแผ่นหินแกรนิตจากเมืองจีนทั้งหมด ตรงกำแพงด้านหน้าเป็นประตูเข้าสู่พุทธาวาส ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างที่เป็นหลักของวัด คือ
1. อุโบสถขนาดใหญ่ กว้าง 6 วา 2 ศอก ยาว 16 วา ตั้งอยู่ลึกใกล้กับกำแพงด้านใน ด้านในขนานกับลำคลองหน้าวัด หันไปทางทิศตะวันออก
2. ถัดอุโบสถออกมาตรงกลางสร้างพระเจดีย์ทรงรามัญ องค์เจดีย์กลม แต่ฐานกบบัลลังก์เป็นรูปแปดเหลี่ยมมีบัวประดับที่เชิงระฆังที่เหนือบัลลังก์ และที่ได้ปลียอด มีเครื่องประดับที่ยอดดังเช่นเจดีย์รามัญทั้งหลายทั่วไป เจดีย์นี้สร้างไว้เหนือเรือนตึกแปดเหลี่ยม ซึ่งมีเสารายและมีชานโดยรอบทำนองมณฑปแต่เรียกกันว่าวิหาร ภายในวิหารแต่ะเดิมจะประดิษฐานสิ่งใดไม่ทราบอย่างแน่ชัด แต่ปัจจุบันประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งเป็นของที่ทำขึ้นในภายหลัง
3. ข้างหน้าออกมามีวิหารน้อยมีมุขหน้าหลัง 2 หลัง อยู่ข้างตะวันออกหนึ่งหลัง ข้างตะวันตกอีกหนึ่งหลัง หันหน้าไปทางทิศใต้ลงคลองบางกอกใหญ่ หลังตะวันออกประดิษฐานพระยืน หลังตะวันตกประดิษฐานพระไสยาสน์
4. หน้าวิหารน้อยทั้งสองนั้นมีเจดีย์เหลี่ยมย่อมมุมขนาดย่อมอีกหลังละองค์
5. นอกจากนี้ก็มีหอระฆังและหอพระไตรปิฏก ซึ่งบัดนี้ได้รื้อลงและสร้างเป็นหอสมุดแทน
เขตสังฆาวาส อยู่ลึกลงไปทางข้างใต้ จะเป็นอย่างไรไม่ทราบแน่เพราะรื้อลงปรับปรุงใหม่เกือบหมดแล้ว เหลือแต่กุฏิใหญ่ที่เป็นกุฏิเจ้าอาวาสหลังเดียว
image image
อุโบสถวัดประดู่ฉิมพลี สร้างตามแบบพระราชนิยม ในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวคือ ยกฐานสูงสองชั้น เป็นฐานของตัวอุโบสถชั้นหนึ่ง เป็นชานโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง มีบันไดขึ้นที่ฐานทั้ง 4 ด้าน ภายในอุโบสถไม่มีเสาในประธาน หลังคาลด 3 ชั้น ไม่มีช่อฟ้าใบระกาและคันทวย มีเสารายรับชายคาที่ยื่นออกมาปกคลุมมุขหน้าหลังและชานโดยรอบอุโบสถ หน้าบันเป็นแบบกะเท่เช ปั้นลายปูนประดับกระเบื้องเคลือบต่างสี ซุ้มประตูหน้าต่างปั้นลายปูนเป็นลายดอกไม้ใบไม้ บานประตูหน้าต่างปิดทองประดับกระจกลายยาเป็นทำนองลายแก้วเชิงดวง ผนังเพดานภายในเขียนลายฮ่อ (ซึ่งตอนนี้ได้ลบเลือนเกือบหมดแล้ว) แต่ฐานพระประธานนั้นทำเป็นฐานสิงห์ปั้นปูนปิดทองประดับกระจกอย่างไทย ให้สมกับองค์พระที่เป็นแบบสุโขทัย
พระประธานวัดประดู่ฉิมพลีนี้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ท่านพยายามเสาะแสวงหาและเลือกสรรอย่างยิ่ง มีความกล่าวในประวัติวัดบวรนิเวศวิหารว่า เจ้าอธิการวัดอ้อยช้าง (เรียกวัดบางอ้อช้างก็เรียก) จังหวัดนนทบุรีจำชื่อไม่ได้ ไปเชิญเอาพระศาสดามาแต่จังหวัดพิษณุโลกจะมาไว้ที่วัดบางอ้อยช้าง สมเด็จเจ้าพระยาท่านทราบเข้าจึงไปขอมาเป็นพระประธาน วัดประดู่ฉิมพลี ที่ท่านสร้างใหม่ ต่อมาภายหลังความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาทเข้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระศาสดาเคยอยู่กับพระชินสีห์มาก่อน จึงมีพระบรมราชโองการให้ไปเชิญพระศาสดาจากวัดประดู่ฉิมพลีมาไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร แต่ขณะที่อัญเชิญมานั้นยังสร้างพระวิหารไม่เสร็จ โปรดให้นำไปไว้ที่วัดสุทัศน์เทพวรารามชั่วคราวก่อน เมื่อเดือน 4 แรม 10 ค่ำ ปีฉลู เบญจศก พ.ศ.2396 เมื่อมีพระบรมราชโองการให้เชิญพระศาสดาไปแล้ว กล่าวกันว่าสมเด็จเจ้าพระยาท่านไปเลือกสรรพระพุทธรูปจากวัดบางอ้อยช้างได้อีกองค์หนึ่ง ขนาดไล่เลี่ยกับพระศาสดา คือ มีขนาดหน้าตักพระเพลายาว 4 ศอกเศษ มาประดิษฐานเป็นพระประธานแทน พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะเป็นพระสุโขทัยบริสุทธิ์ พระพักตร์อิ่ม พระวรกายอวบผิดกว่าพระพุทธรูปสุโขทัยทั่วไป จัดเป็นพระพุทธรูปที่งดงามวิเศษหายากยิ่ง ควรที่ผู้สนใจควรจะหาโอกาสเข้าไปนมัสการและชมเพื่อศึกษา
วัดประดู่ฉิมพลีมีพระสังฆาธิการปกครองเป็นเจ้าอาวาสตามลำดับมา แต่มิได้มีการบันทึกไว้จึงไม่สามารถจะเรียงรายนามเจ้าอาวาสได้ครบ เพียงแต่จำกันได้ว่ามีพระอธิการแผ่ว พระอธิการสุข พระอธิการคำ จนกระทั่งพ.ศ.2455 จึงปรากฏนามพระอธิการโต๊ะ เป็นเจ้าอาวาสตามเอกสารประวัติพระสมณศักดิ์ และท่านได้ครองวัดยั่งยืนมาช้านานถึง 69 ปี จนกระทั่งมรณภาพเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2524 ขณะนี้ พระครูวิโรจน์ญาณวงศ์ เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา
image
ที่มา : หนังสือภาสุรธรรม วัดประดู่ฉิมพลี / หนังสือหลวงปู่โต๊ะ ออกที่วัดประดู่ฉิมพลี
Footer

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

พิธีเททองหล่อรูปเหมือนหลวงปู่เจือ ปิยสีโล ณ วัดบางแก้ว

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ทีมงานบ้านเลขที่ 25 ได้ไปวัดบางแก้ว เพื่อร่วมงานพิธีเททองหล่อรูปเหมือนหลวงปู่เจือ ปิยสีโล กันมาค่ะ จึงเก็บภาพมาฝากเพื่อนๆ ให้ได้ชมกัน

เนื่องด้วย พระครูพิจิตรสรคุณ (หลวงพ่อพร ปภากโร) เจ้าอาวาส วัดบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ท่านเป็นศิษย์เอกผู้สืบทอดพุทธาคมจากหลวงปู่เจือโดยตรง จึงได้มีการจัดทำพิธีเททองหล่อรูปเหมือนหลวงปู่เจือ ปิยสีโล วัดกลางบางแก้ว (ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้) ขนาดเท่าองค์จริง เพื่อมาตั้งประดิษฐานไว้ประจำที่วัดบางแก้ว ในวันที่ 17 มีนาคม 2556 ตั้งแต่ เวลา 09.00 น. 

























วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

พิมพ์ทรง กับ เนื้อหา อย่างไหนถือเป็นข้อสรุปได้ดีกว่ากัน?

image
หลักเกณฑ์ของการเล่นหาพระเครื่องที่เขายึดถือเป็นมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับกันทั่ว ๆ ไปนั้น เขาใช้หลักการพิจารณาด้วยสายตา เพราะสามารถจดจำและสังเกตรายละเอียดส่วนต่าง ๆ ได้ดีที่สุด เนื่องจากว่าการพิสูจน์ด้วยสายตาย่อมได้รับความจริงดีกว่าการรับฟังด้วยหูที่เขาเล่าบอกกันมาการฟังเขาบอกเล่าต่อ ๆ กันมานั้น มันไม่อาจที่จะสรุปหรือเชื่อไปได้โดยทันทีทันใด ตราบจนกว่าได้เห็นของจริงแล้วนั่นแหละจึงจะสรุปได้
แต่ก่อนนั้น การเล่นหาพระเครื่องยังไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัยเหมือนอย่างทุกวันนี้ โอกาสที่จะได้เห็นของจริง หรือรูปแบบพิมพ์ทรงจากภาพถ่ายอย่างทุกวันนี้แทบจะหาโอกาสไม่ได้เอาเสียเลย อย่างดีก็แค่ได้ยินได้ฟังเขาเล่าเขาบอกกันมาเท่านั้น ต่อเมื่อมีโอกาสได้เห็นของจริงเข้านั่นแหละจึงจะทราบได้ว่าพระแท้มีลักษณะเป็นอย่างไร แต่ก็ยังดีไปอย่างหนึ่งที่ว่าแม้นักเล่นพระสมัยก่อนจะไม่ค่อยมีโอกาสเห็นของจริงก็ตาม แต่ของปลอมสมัยนั้นมันยังไม่ระบาดมากเหมือนทุกวันนี้
เพราะการสื่อสารรับทราบข้อมูลสมัยก่อนยังไม่ทันสมัย จึงทำให้การเล่นพระเมื่อยุคนั้นจะเป็นไปในลักษณะของการเล่นด้วยหูมากกว่าการดูด้วยตา ได้พระเครื่องอะไรมาเขาบอกว่าเป็นของวัดนั้นเป็นของกรุนี้ก็เชื่อตามเขาไปตามนั้น ปัจจุบันนี้ ถ้าใครยังคิดแบบเก่า คือ การเล่นพระด้วยหูนั้น รับรองได้เลยครับว่าโดนทุบโดนถองน่วมไปทั้งตัวแน่ การเล่นพระในสมัยนี้เขาเปลี่ยนมาเป็นการเล่นด้วยตา ใช้สายตาในการพิจารณาตัดสิน
คุณสมบัติพิเศษของนักเล่นพระที่เก่ง ๆ นั้น ท่านทราบไหมล่ะครับว่าคืออะไร? คนที่เล่นพระเก่ง ๆ หรือพวกเซียนพระนั้นเขามีคุณสมบัติพิเศษตรงที่ว่ามี "ความจำเก่ง" แล้วการที่จะจำได้เก่งมันก็ต้องมีการเห็นของจริงมาก่อน เมื่อเห็นแล้วก็ต้องพยายามจดจำรายละเอียดเอาไว้ให้มากและก็จำให้ขึ้นใจด้วย ยิ่งเห็นของจริงมากเท่าไหร่ และจำได้มากเท่าใด ก็จะยิ่งเก่งมากขึ้นเท่านั้น บางคนเคยเห็นของจริงมาแล้วก็มาก แต่ไม่รู้จักจำ หรือความจำไม่ดี โอกาสที่จะเล่นพระเป็นหรือเก่งเหมือนพวกเซียนปิดประตูได้เลยครับ
image
การได้เห็นของจริงอยู่เสมอจะทำให้เราจดจำรายละเอียดและส่วนต่าง ๆ ของพระเครื่องได้ติดตา ครั้นเมื่อมาพบของปลอมซึ่งย่อมมีลักษณะที่แตกต่างจากของแท้อยู่แล้วก็จะทราบได้ทันทีว่าปลอม เพราะมันไม่เหมือนกับของจริงที่ได้เห็นมา แม้ว่าของปลอมจะทำฝีมือเฉียบขาดได้ใกล้เคียงของแท้มากเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็ต้องมีจุดใดจุดหนึ่งที่เกิดความผิดพลาด ทำให้เกิดความแตกต่างจากของแท้ได้ คนที่เคยเห็นของแท้อยู่เสมอย่อมแยกความแตกต่างตรงจุดนั้นได้ทันที แต่สำหรับคนที่ยังไม่เก่งเท่าไหร่ โอกาสที่จะพลาดจึงมีทางเป็นไปได้มาก เพราะฉะนั้น โปรดจำเอาไว้เลยน่ะครับว่า หมั่นพยายามหาของแท้มาส่องดูเสมอ ๆ แล้วท่านจะเล่นพระเก่งได้แน่นอน แต่ถ้าท่านมัวแต่ฟังเขาบอกลูกเดียว ไม่รู้จักหาของแท้มาดูบ้าง แบบนี้ผมว่าคน ๆ นั้นสมควรนอนเล่นที่บ้านเฉย ๆ ดีกว่าครับ มาเข้ามาเล่นพระเครื่องให้เจ็บเนื้อเปลืองตัวเลย

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เสือกรามช้างน้ำ หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

image
เสือเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ เพียงแต่กลิ่นสาปและ เสียง คำรามก็เป็นที่คร้ามเกรง ของหมู่สัตว์ ทั้งหลายในป่า ประกอบกับชาดกใน พุทธศาสนากล่าวว่า พระพุทธเจ้าเคย เสวยชาติเป็นเสืออยู่ชาติหนึ่ง ดังนั้น บรรดาพระเกจิอาจารย์จึงสร้างเสือ ขึ้นมาเพื่อ เป็นสัญญลักษณ์ของอำนาจ
หลวงปู่ทิม อิสริโก ก็เป็นพระเกจิ อาจารย์องค์หนึ่งที่สร้างเสือขึ้นมาเช่น เดียวกับพระเกจิอาจารย์องค์อื่นๆ วัสดุ ที่ใช้สร้างเสือของหลวงปู่ทิม เท่าที่ทราบ จากบรรดาศิษย์รุ่นใหญ่ผู้ใกล้ชิดมาได้แก่ ไม้มะขามโคร่ง ไม้โลดทะนง กัลปังหา งาช้าง และกรามช้างน้ำ เสือที่หลวงปู่ ทิมต้องการสร้างมากที่สุด คือ เสือกรามช้างน้ำ เมื่อผมปรารภกับหลวงปู่ทิมว่า อยากได้เสือที่ท่านปลุกเสกเอาไว้ใช้ เพราะผมเกิดปีเสือ คือปีขาล ท่านบอกให้ผมไปหากรามช้างน้ำมาแกะเป็นเสือ แล้วท่านจะปลุกเสกให้ ผมเองก็ยังไม่ ทราบว่าช้างน้ำคืออะไร และอีกหลาย คนก็ไม่ทราบว่าช้างน้ำเป็นอย่างไร? และก็ไม่รู้ว่าจะไปหากรามช้างน้ำกันจากที่ใด? และแล้วก่อนที่หลวงปู่ทิมจะ มรณภาพไม่กี่เดือน ท่านก็ได้กราม ช้างน้ำมาท่อนหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าใครเอา มาให้! และมาได้อย่างไร! เพราะหลวงปู่ ทิมท่านไม่พูด จู่ๆ ท่านก็เอาออกมาให้ ศิษย์ดู และบอกให้เลื่อยแบ่งกันไว้ใช้ ติดตัวเพื่อ กันยาเบื่อยาเมา กันคุณไสย กันเสนียดจัญไร ต่างๆ ถ้าใครแกะเป็น เสือได้ก็ให้รีบแกะมาท่านจะปลุกเสกให้
หลวงปู่ทิมท่านหวงแหน"กรามช้างน้ำ"มาก ระหว่างเลื่อยกรามช้างน้ำ แบ่งกันเป็นท่อนๆ เศษกรามช้างน้ำที่ตกหล่น ท่านก็เก็บไว้จนหมดทั้งยังสั่งกำชับว่า เมื่อแกะเป็นเสือแล้วเศษกรามช้างน้ำให้เก็บเอามาให้ท่านด้วย เพราะใช้ได้ทุกชิ้น ผมได้เอาเศษๆกรามช้างน้ำ ที่ได้จากแกะเสือผสมกับผงพรายกุมาร บรรจุในเสือโลหะให้หลวงปู่ธรรมรังษี ปลุกเสก เมื่อปลุกเสกให้แล้ว หลวงปู่ธรรมรังษีบอกว่าผงเขาแรงดี พลังมาก เสกสำเร็จเป็นตัวเป็นตนเร็ว ใช้เฝ้าบ้าน ได้ เป็นมหาอำนาจ และช่วยหากินได้ แต่ก็เป็นยอดมหาอุด รองผู้การปราบ ปรามยาเสพติด โทรมาหาผมตอน ๒ ยาม ถามผมว่า เสือรุ่นแรกหลวงปู่ ธรรมรังษี พี่เป็นคนสร้างหรือเปล่า? ลูกน้องผมโดนยิงไม่ออก! เลยวิไอ้นั่น เดดสมอเรย์ไปเลย
image image
พระเกจิอาจารย์สร้างเสือ เพราะ นอกจากจะถือว่าเสือเป็นเจ้าป่า เป็น สัตว์ที่มีอำนาจ มีตะบะเดชะที่คร้าม เกรงของคนและสัตว์ทั่วไปแล้ว พระ พุทธเจ้าก็ยังเคยเสวยชาติเกิดเป็นพญาเสืออยู่ชาติหนึ่ง พระเกจิอาจารย์จึงเอา คตินี้มาสร้างเสือขึ้น เสือนั้นเชื่อว่าเป็นสัญญลักษณ์ ของอำนาจราชศักดิ์ สำแดงอิทธิฤทธิ์ได้ เป็นที่ยำเกรงทั้งของคนและสัตว์ แม้แต่ผู้ที่เกิดปีเสือ ท่านก็ว่าเป็นคน กล้าแข็ง ไม่ค่อยยอมสยบและเกรงกลัว ผู้ใด แต่ผู้อื่นกับต้องยำเกรง ถ้าทำงาน ราชการมักจก้าวหน้า มีอำนาจวาสนา สูง อาสาเจ้านายดี มักจะประสบความสำเร็จ และนำเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูล ตบะเดชะของผู้เกิดปีขาลเสือนั้น แม้แต่คนที่ป่วยเป็นคางทูม ท่านให้คน เกิดปีขาลเขียนคำว่าเสือลงไปที่คางทูม ทั้งสองข้าง โรคคางทูมก็จะค่อยๆ ยุบไป และหายป่วยจากคางทูมในที่สุด เป็น เรื่องจริงที่เห็นผลกันมาแล้ว

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

รู้ไหมพระหล่อโบราณมีกี่เนื้อ

image image
พระหล่อโบราณเป็นพระที่มีสูตรในการผสมโลหะที่ชัดเจน อยู่ 5 ชนิดด้วยกัน สูตรผสมโลหะทั้ง 5 ชนิดนี้เรียกกันว่า โลหะเนื้อสัมฤทธิ์ โลหะ สัมฤทธิ์โบราณ ประกอบไปด้วยธาตุบริสุทธิ์ตั้งแต่ 3 ชนิดขึ้นไปโดยมี แร่ทองคำและเงินเป็นหลัก ถ้าไม่มีจะไม่ถือว่าเป็นสัมฤทธิ์ และที่เป็นหลักอีกอย่างคือทองแดง ซึ่งจะใช้มากเพื่อให้ได้ปริมาณ
เนื้อสำริดหรือสัมฤทธิ์ ประกอบด้วยตระกูลของสัมฤทธิ์ที่ถูกต้องตามสูตรโบราณมีอยู่ 5 ตระกูล คือ สัมฤทธิ์ผล สัมฤทธิ์โชค สัมฤทธิ์ศักดิ์ สัมฤทธิ์คุณ และสัมฤทธิ์เดช รวมเป็นสัมฤทธิ์ 5 ตระกูล อันมีความพิสดารดังต่อไปนี้
1. สัมฤทธิ์ผล คือสัมฤทธิ์แดง หรือตริยโลหะ มีมงคลความหมายถึง พระรัตนตรัยเป็นทองสัมฤทธิ์เนื้อสาม ผสมด้วยโลหะธาตุ 3 ชนิด คือ ทองแดง เป็นส่วนใหญ่และเจือด้วยเงินกับทองคำ สัมฤทธิ์ตระกูลนี้มีวรรณะแดงคล้ายนาก แต่มีผิวเจือด้วยวรรณะคล้ำๆ คล้ายสีมะขามเปียก โบราณถือว่าเป็นมงคลวัตถุ อำนวยผลนานาประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเมตตามหานิยม พระพุุุทธรูปสมัยอู่ทองโดยเฉพาะพระพุทธรููปอู่ทองหน้าแก่มักสร้างด้วยเนื้อนี้
image image
สัมฤทธิ์ผล คือสัมฤทธิ์แดง หรือตริยโลหะ
2. สัมฤทธิ์โชค คือสัมฤทธิ์เหลือง หรือปัญจโลหะ เป็นโบราณนิยามหมายถึงเบญจขันธ์ (ขันธ์ 5) คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นทองสัมฤทธิ์เนื้อห้า ได้แก่ ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี เงิน ทองคำ มีวรรณะเหลืองคล้ายเนื้อกลองมโหระทึก หรือขันลงหิน มีแววนกยูงภายในเนื้อ เป็นสัมฤทธิ์ที่ให้คุณหนักไปทางด้านลาภผล กับความสำเร็จ พระพุทธรูปสกุลช่างสุโขทัยบางยุคและพระเชียงแสน พระชัยวัฒน์ของสมเด็จพระสังฆราชแพ บางรุ่น และพระกริ่งพระชัยวัฒน์ของท่านเจ้าคุุณศรีสนธิ์บางรุ่นก็สร้างด้วยเนื้อนี้

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คนเผาพระ ภูมิปัญญาอันน่าทึ่ง

image

ลักษณะของพระซุ้มกอ

“นครชุม” เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณปากคลองสวนหมาก บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงตรงข้ามกับเมืองกำแพงเพชร เกิดขึ้นในยุคกรุงสุโขทัย ช่วงรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง ทำหน้าที่เมืองหน้าด่านทางทิศตะวันตกของสุโขทัย

และในช่วงนั้น ถือได้ว่าเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนา ศิลปะ และสถาปัตยกรรมต่างๆ โดยพระมหาธรรมราชาที่ 1 ทรงสถาปนาพระศรีรัตนมหาธาตุ และทรงปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่เมืองนครชุม อันเป็นตำนานของประเพณีนบพระเล่นเพลง ที่สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

ในภายหลัง เมื่อมีผู้รื้อพระศรีรัตนมหาธาตุเจดีย์ ก็ได้พบจารึกบนแผ่นลานเงินในกรุ ซึ่งจารึกถึงตำนานการสร้าง “พระพิมพ์” หรือที่ในปัจจุบันเรียกว่า “พระเครื่อง” นอกจากนี้ในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสต้นครั้งที่สอง เรื่องการเสด็จประพาสกำแพงเพชร ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเขียนในปี พ.ศ. 2449 ก็ได้กล่าวถึงจารึกบนแผ่นลานทอง อันมีข้อความเกี่ยวกับการขุดพบพระต่างๆ ตามกรุต่างๆ เช่นกัน

image

แหล่งเรียนรู้การทำพระเครื่องนครชุม

นับว่าการสร้างพระพิมพ์ หรือพระเครื่องนั้น มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่า 700 - 800 ปี แล้ว และเชื่อกันว่าคงมิได้สร้างเฉพาะพระพิมพ์เท่านั้น น่าจะมีการสร้างพระพุทธรูป และถาวรวัตถุอื่นๆ ในพระพุทธศาสนาไว้อีกด้วย

ในพระราชนิพนธ์เรื่องเสด็จประพาสต้นครั้งที่สอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวไว้ว่า “ของถวายในเมืองกำแพงเพชรนี้ ก็มีพระพิมพ์เป็นพื้น” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นขนบธรรมเนียมอย่างหนึ่งของชาวกำแพงเพชรในการให้พระเครื่องเป็นของที่ระลึก สำหรับผู้ที่เคารพนับถือและมิตรสหาย

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เคล็ดลับหนึ่งในการดูเหรียญพระแท้-เก๊

image
คราวก่อน ผู้เขียนได้พูดถึงเรื่อง“รูปแบบหนึ่งของการสร้างเหรียญพระยุคใหม่” และ “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการปั๊มเหรียญพระ” ไปแล้ว โดยได้กล่าวถึงขบวนการปั๊มเหรียญพระ ว่า การจะได้เหรียญพระที่ออกมาสวยสมบูรณ์นั้น จะต้องปั๊ม 2 ครั้ง เป็นการปูพื้นฐานไปแล้วด้วย ฉบับนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงแนวทางหนึ่ง ที่ผู้เขียนนำเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประกอบการพิจารณาในการวิเคราะห์เหรียญพระแท้หรือเก๊ การที่จะดูเหรียญพระว่าแท้-เก๊ นั้น ถ้าเราไม่มีแนวทางในการดูแล้ว ก็ไม่มีจุดเริ่มต้น ทำให้ดูเหรียญพระไม่เป็นอย่างแน่นอน ดังที่มีการกล่าวอ้างถึงบ่อยๆว่า “การดูเหรียญพระแท้ ให้ดูที่ ธรรมชาติเหรียญ” หากเราไม่รู้ขบวนการสร้างหรือผลิตเหรียญ แล้วเราจะดูธรรมชาติของเหรียญพระได้อย่างไร
image image
มีคำถามหนึ่งที่ถามกันบ่อยๆว่า“เส้นขนแมวในเหรียญเกิดขึ้นมาได้อย่างไร” เรื่องนี้เกี่ยวพันกับขบวนการสร้างแม่พิมพ์เหรียญพระในยุคอดีต........ เส้นขนแมวบนพื้นเหรียญ เกิดขึ้นจากขบวนการสร้างแม่พิมพ์ คือในขั้นตอนกลึงโลหะปาดหน้าเหล็กหล่อที่จะทำแม่พิมพ์ให้ได้ฉาก ในยุคนั้นแท่นกลึงมีสเกล (Scale) ค่อนข้างหยาบละเอียดน้อยกว่าปัจจุบันนี้ เมื่อกลึงปาดหน้าเหล็กแม่พิมพ์ ก็จะมีร่องรอยซึ่งมีลักษณะวงกลมๆเกิดขึ้นบนหน้าเหล็กหล่อ ช่างทำแม่พิมพ์จึงได้ใช้ตะไบหรือกระดาษทรายหยาบขัดถูด้านหน้าเพื่อลบร่องรอยดังกล่าว ทำให้เป็นร่องตรงๆลึกลงไปตามแนวที่ถูด้วยตะไบหรือกระดาษทรายหยาบ หลังจากนั้นจึงใช้กระดาษทรายอย่างละเอียดขัดถูอีกครั้ง แต่ก็ลบรอยที่เป็นร่องลึกนั้นไม่หมด เวลาปั๊มเหรียญจึงเกิดเส้นขนแมวขึ้น กรณีนี้เส้นขนแมวจะนูนขึ้นมาจากผิวพื้นเหรียญ
image

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระเครื่องที่ดี ต้องดีทั้งข้างนอก และดีทั้งข้างใน

image image

“พระเครื่องที่ดี” ต้องดีทั้ง “ข้างนอก” และดีทั้ง “ข้างใน”

โดย...วิจิตร ปิยะศิริโสฬส ( แพะ สงขลา )

จากอดีตถึงปัจจุบัน พระเครื่องที่ดีและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายมานานปี จะต้องมี ๒ องค์ประกอบหลัก คือ ต้องมี “ดีทั้งข้างนอก และ ดีทั้งข้างใน”

ดีข้างนอก หมายถึง วัตถุประสงค์ในการสร้างพระดี มีเจตนาสร้างพระดี สร้างพระเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา หรือเป็นการสร้างพระเพื่อการกุศล เช่นนำรายได้ไปสร้างพระอุโบสถใหม่ เสนาสนะต่างๆภายในวัด หรือสาธารณสถานต่างๆ เป็นต้น เป็นการสร้างพระเครื่องที่ไม่ได้หวังผลในทางการค้า หรือเพื่อธุรกิจหาเงินเข้ากระเป๋าส่วนตัวของผู้ใดผู้หนึ่ง นอกจากนี้มีพิธีกรรม (พิธีพุทธาภิเษกหรือปลุกเสก) จะต้องดีด้วย

ดีข้างใน หมายถึง วัสดุหรือมวลสารที่นำมาใช้สร้างพระเครื่องนั้น ต้องคัดสรรเลือกเฉพาะแต่มวลสารที่ดีและมีชื่อที่เป็นมงคลด้วย ซึ่งการเสาะแสวงหามวลสารดังกล่าวแต่ละอย่าง เป็นไปด้วยความยากลำบากมาก

การสร้างพระเครื่องที่มี ๒ องค์ประกอบหลักเช่นนี้ ต้องมีศรัทธาเป็นที่ตั้งเท่านั้น ถึงจะสร้างได้สำเร็จ

พระเครื่องที่มีดีทั้งข้างนอกและดีทั้งข้างในเช่นนี้ จะเป็นที่ยอมรับและเป็นที่นิยมของวงการพระเครื่องได้อย่างยาวนาน หากขาดองค์ประกอบหลักอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่เป็นที่นิยมได้อย่างถาวรตลอดไป จะนิยมกันบ้างก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

image image

ในทุกวันนี้ เรามักจะได้ยินนักสะสมพระเครื่องจำนวนหนึ่งพูดกันอยู่เสมอๆ ว่า พระเนื้อว่านเป็นพระที่ดูยาก เก็บรักษาลำบาก สู้เล่นพระเนื้อโลหะไม่ได้ ดูแลง่ายกว่า เก็บรักษาไม่ลำบาก แถมยังตกแล้วไม่แตกหักอีกด้วย